วิ่งอย่างไร? ให้ใจแข็งแรง กับ ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์

4 พฤศจิกายน 2563 | read : INTERVIEW

        ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมากมายทั้ง ละคร และภาพยนตร์ แต่อีกบทบาทหนึ่งซึ่งหลายคนรู้จักกันดีคือ “นักวิ่ง” และ อาจจะเป็นทั้ง “ครู” และ “พี่เลี้ยง” ให้กับนักวิ่งอีกหลาย ๆ คน “มนุษย์ต่างวัย” ชวนเขามาพูดคุยถึงสิ่งที่เขาค้นพบจากการวิ่งที่ไม่ใช่ทำให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังทำให้จิตใจแข็งแรง เพื่อให้เราสามารถรับมือกับอุปสรรคมากมายบนเส้นทางชีวิตสายนี้  

วิ่งเพื่อตัวเอง วิ่งเพื่อคนที่เรารัก

        “จุดเริ่มต้นของการวิ่งคือเราอยากเข้าไปเรียนรู้ว่าเราจะแข็งแรงกว่านี้ได้อย่างไร และการวิ่งมันเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่เราสนใจ มันติดค้างอยู่ในใจเรามาตลอดว่าทำไม เราวิ่งสู้ผู้สูงอายุหลาย ๆ คนไม่ได้ เขาวิ่งได้ตั้ง 5 รอบ 10 รอบ เราเลยเริ่มเรียนรู้ เริ่มอยากวิ่ง

        “ความหมายของการวิ่งเริ่มชัดขึ้นเมื่อภรรยาของผมมาป่วยเป็นมะเร็ง เวลาช่วงท้ายของภรรยา เขาต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ และทุกเช้าก่อนที่เขาจะตื่น ผมจะข้ามมาวิ่งที่สวนลุมพินีเป็นประจำ พอวิ่งมาหลาย ๆ วัน เราจะเห็นภาพหนึ่งซ้ำ ๆ กันทุกวัน คือเราจะเห็นคนที่มารอตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ที่มารอกันตั้งแต่ประมาณตี 3 ขับรถมาจากต่างจังหวัด เพื่อมารอรับบัตรคิวกันตอนตี   5   รอกันถึงประมาณ 8 - 9 โมง ถึงจะได้ตรวจ แล้วคิดดูว่าคนเยอะมาก ในขณะเดียวกันพอเราข้ามถนนมาฝั่งสวนลุมพินี เราก็จะเห็นคนตื่นแต่เช้าเพื่อมาวิ่งออกกำลังกายที่สวน คุยกันสนุกสนาน มันให้ความรู้สึกต่างกันมาก

        “มันเหมือนอีกฝั่งหนึ่งคนตื่นแต่เช้าเพื่อมาหาหมอ อีกฝั่งตื่นแต่เช้าเพื่อมาออกกำลังกาย ชีวิตของคนสองกลุ่มต่างกันสิ้นเชิง เราเชื่อว่าไม่มีใครอยากไปอยู่ฝั่งโรงพยาบาลจุฬาฯ แน่นอน แต่แปลกไหม ถ้าเราชวนตื่นมาวิ่งเขาบอกว่า ตื่นไม่ไหว แต่พอวันหนึ่งป่วยกลับต้องยอมตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมาโรงพยาบาล  

        “หลายคนก็ยังใช้ชีวิตประมาทอยู่ ตอนแรกเรานึกว่าบ้าน ตำแหน่งที่กำลังไขว่คว้าเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่พอมานอนที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เราจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับสุขภาพของตัวเอง

        “ช่วงท้ายก่อนภรรยาเสียไป เราบอกว่าไม่ต้องห่วง รักษาหายแน่นอน เพราะเราบนเอาไว้ว่าเราจะวิ่งจากกรุงเทพฯ ถึงดอยตุงเพื่อให้เขามีความหวังในการรักษา แต่ปรากฏว่าเขาก็เสีย เราก็กลับมานั่งคิดว่าสิ่งที่เราพูดไปคือเราต้องรับผิดชอบกับตัวเราเอง เราก็เริ่มวิ่งแล้วใช้การวิ่งนี้เป็นการบอกข้อมูลให้กับคนอื่น ๆ ไปด้วย เพื่อให้การวิ่งของเราไปเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายให้คนมาสนใจ ว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ 

        “ถ้าภรรยายไม่ได้เสียชีวิตหรือเราไม่ได้สูญเสียเขาไปเราก็คงไม่ได้ไปวิ่งทางไกล เราก็คงไม่ได้อยู่ในแวดวงของการวิ่งเพื่อรณรงค์การออกกำลังกาย เราอยากจะบอกทุกคนว่าถ้าเรามีสุขภาพที่แข็งแรง คุณอยากจะอยู่กับคนที่คุณรักนาน ๆ อยากจะดูแลเขาคุณควรจะลุกขึ้นมาใส่ใจสุขภาพและหันมาออกกำลังกาย” 

วิ่งเพื่อล้างขยะในใจ

        “เรามองว่าประโยชน์ของการวิ่งมันมีหลายอย่าง วิ่งมันจะสอนจังหวะการก้าว ก้าวเท้าแบบนี้คือการย่อ แล้วย่ออย่างไรให้ร่างกายไม่เจ็บ เพราะมันต้องใช้เข่าในการเคลื่อนที่รับน้ำหนัก แขนจะต้องทำอย่างไร คอจะต้องทำอย่างไร สายตาจะต้องเป็นอย่างไร คือมันเป็นการจัดระบบร่างกายเราไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเรากลับไปทางศาสนาเขาก็สอนให้เราดูกาย พอดูกายเสร็จ ใจเราก็จะสงบ  

        “นอกจากวิ่งแล้วได้สุขภาพกายที่แข็งแรง ส่วนสำคัญอีกอย่างคือการวิ่งแล้วทำให้เราลืมความกังวลใจได้เยอะเลย มีเวลาได้หยุดคิด เพราะว่าทุกเช้าที่เราออกไปวิ่ง ต้องบอกก่อนว่า ไม่ใช่ว่าไม่เบื่อนะ แต่มันก็ต้องทำเพราะมันคือวินัย วินัยคือสิ่งที่จะต้องทำในวันที่เราอยากทำและไม่อยากทำ

        “เราไปวิ่งแต่ละวันเราจะเอาปัญหา สิ่งที่กังวลกลับมาพิจารณาเสมอ ในช่วง 15  นาทีแรก เราจะอยู่กับลมหายใจและการเคลื่อนไหว ปกติเราจะไม่ฟังเพลงไม่อยู่กับความเร็ว จะอยู่กับแค่ตัวเราเอง และเอาเรื่องต่าง ๆ มาพิจารณา คิดว่าเมื่อวานเราทำอะไรไปบ้าง เมื่อเช้าเราทะเลาะกับลูกเพราะอะไร เมื่อวานมีปัญหากับลูกค้าทำไม เราจะเอาเรื่องเหล่านั้นมาค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ พิจารณาดูว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร

        “อีกอย่างการวิ่งมันช่วยชำระล้างใจ เพราะขณะที่เราวิ่งเหงื่อออก มันมีของเสียออกมา ก็เริ่มขจัดสิ่งสกปรกออกไป ลองคิดดูว่าคุณไม่อาบน้ำ 3 วัน สกปรกไหม ใจเราก็เหมือนกัน ใจเราอยู่เฉย ๆ มันก็จะมีกิเลสเข้ามาครอบงำ เพราะฉะนั้นการยกระดับจิตใจให้มันสูงให้สะอาดก็คือทิ้งอะไรบางอย่างออกไป”

มาราธอนของชีวิต

        “คนส่วนใหญ่มักจะรอให้เกิดปาฏิหาริย์กับชีวิต แต่จริง ๆ แล้วเราทุกคนมีปาฏิหาริย์อยู่กับตัว ทุกคนมีหมดเลย การลุกขึ้นเดิน ลุกขึ้นกินน้ำได้ นี่คือปาฏิหาริย์ในร่างกายเรา แต่เราไม่เคยมองเพราะเราทำได้อยู่ทุกวันจนชิน  

        “ตอนเราประสบอุบัติเหตุ เราไม่ได้อาบน้ำด้วยตัวเองมา 2 เดือน ต้องนอนอยู่บนเตียงมีคนมาคอยเช็ดตัวให้ ต้องแปรงฟัน กินอาหารอยู่บนเตียง มันเครียดมาก พอวันที่เราอาบน้ำได้ ตอนที่ฝักบัวมีน้ำไหลฉีดเข้าหน้า เรารู้เลยว่าความสุขเรามันอยู่ตรงนี้ อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่เอง

        “การวิ่งมันสอนให้เรารู้ว่า ความสุข ความป่วย ความเหนื่อยมันเป็นแค่เรื่องชั่วคราว แต่หลังจากนั้นเราก็จะผ่านมันไปได้ อุปสรรคก็เหมือนกันมันทำให้เราเห็นศักยภาพในตัวเรา สอนให้เราเกิดปัญญา สอนให้เราได้เห็น ถ้าไม่มีสิ่งนั้นชีวิตเรามันก็จะเรียบง่ายไม่มีสีสันในชีวิต

        “ชีวิตเราก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอนใหญ่ที่ทุกคนต้องไป เวลาในช่วงสุดท้ายของเรา เรารู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ฝึกฝนในทุก ๆ เรื่องที่เข้ามากระทบ รับมือกับมันให้ได้ ถ้าหากเราหมั่นมาดูใจของเรา ระหว่างการเดินและการวิ่งว่าใจเราเป็นอย่างไร ยังชอบโกรธ ยังชอบไม่พอใจคนอื่นอีกไหม ก็จะได้เห็นตัวเองว่า เราฝึกไปถึงไหนแล้ว ถ้าพบว่า ฉันยังไม่ผ่านก็ขอบคุณมันที่ทำให้ไม่ผ่าน เราจะได้รู้ว่า เราต้องฝึกอีก ต้องหมั่นกลับไปทำแบบฝึกหัดต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต”   

RELATED