มุมมองความสำเร็จของเชฟเฟิร์ส

19 มีนาคม 2563 | read : INTERVIEW

เรื่อง : นันท์นภัส โอดคง

ภาพ : บุญทวีกาญจน์ แอ่นปัญญา

 “ผมเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ เราต้องรู้ว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร ความฝันของเราคืออะไร ใบปริญญาอาจเป็นไปเบิกทางความสำเร็จในหน้าที่การงานที่ดีของใครหลายคน แต่ก็จะไม่ใช่ว่าคนที่ไม่ได้เลือกเส้นทาง ตามลำดับขั้นคือคนที่ล้มเหลวในชีวิต” 


มนุษย์ต่างวัย : อยากให้เชฟเฟิร์สเล่าเส้นทางชีวิตก่อนได้รับตำแหน่งมาสเตอร์เชฟ

เชฟเฟิร์ส : ผมขอเล่าย้อนกลับไปว่าทำไมถึงอยากเป็นเชฟ มันเริ่มต้นมาจากผมเติบโตมาในครอบครัวที่ทำอาหาร แต่ผมไม่เคยชอบมันเลย เพราะยุ่งยากและเหนื่อย แต่สิ่งเหล่านี้มันซึมซับมาในตัวอยู่ตลอดโดยที่เราไม่รู้ มีวันหนึ่งได้มีโอกาสได้รู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นเชฟ พี่คนนี้เป็นคนที่ผมเคารพนับถือ เขาเป็นเหมือนแรงบันดาลใจ ที่มาจุดประกายว่า การทำอาหารที่ผมเคยไม่อยากทำมากที่สุด สามารถเป็นอาชีพได้ ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้รับความนิยมในประเทศไทย แต่ในอนาคตอาชีพ “เชฟ” จะเป็นอาชีพที่น่าสนใจมากในไทย ในเมื่อการทำอาหารก็เป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ผมคุ้นชินและน่าจะทำมันได้ดี ผมเลยตัดสินใจจะเดินทางเส้นทางนี้อย่างเต็มตัว โดยตั้งความฝันไว้ว่าจะเป็น “เชฟ” ให้ได้ และมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง

มนุษย์ต่างวัย : พอรู้ว่าตัวเองอยากเป็นเชฟทำอย่างไรเพื่อไปถึงฝัน?

เชฟเฟิร์ส : บันไดก้าวแรกของผมเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ ม.4 ผมเลือกที่จะศึกษาด้านอาหารเพื่อเก็บประสบการณ์ ช่วงแรกเป็นอะไรที่เหนื่อยมากเพราะผมเริ่มต้นจากศูนย์เลย ขนาดเครื่องแกงผมยังแยกไม่ออก ผมฝึกฝนไปเรื่อย ๆ โดยมีรุ่นพี่คอยให้คำปรึกษา จนผมขึ้น ม.6 บันไดก้าวที่ 2 ก็เริ่มต้นขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย ตอนแรกผมก็เลือกไปเรียนตามระบบสอบเข้า แต่มันเหมือนไม่ใช่เส้นทางที่เราตั้งใจ แล้วทำไมเราต้องฝืนตัวเองเพื่อเป็นคนในแบบที่คนทั่วไปคิดว่า นี่คือวิถีทางที่ถูกต้องเหมาะสม ผมเลย ตัดสินใจไม่เรียนต่อปริญญาตรี และ ออกมาศึกษาด้านอาหาร เลือกเรียนเป็นหลักสูตรระยะสั้นของสถาบันสอนทำอาหารแห่งหนึ่ง และตั้งใจที่จะไปประกวดมาสเตอร์เชฟ เพื่อเป็นใบเบิกทางและทำให้คนรู้จักผม 

มนุษย์ต่างวัย : การไม่เรียนต่อคิดว่าจะไม่เสี่ยงไปเหรอ?

เชฟเฟิร์ส : ผมคิดว่าการเรียนมหาวิทยาลัยมันทำให้เสียเวลาในการหาประสบการณ์ของผม ผมได้รับคำปรึกษามาจากรุ่นพี่ที่เคารพ เขาแนะนำผมว่า ถ้าอยากทำอะไรก็เริ่มทำให้มันชัดเจนไปเลย บางทีคนเราทุกคนอาจจะไม่ได้เหมาะกับการทำอะไรตามลำดับ อย่างเช่นการเรียนมหาวิทยาลัยลัยก่อนเสมอไป ผมมองว่าอาชีพที่ผมเลือกมันไม่ใช่มีทางเดียวที่จะไปให้ถึงความฝัน การเป็นเชฟมันก็มีหลายแบบ เชฟร้านอาหาร เซเลบริตีเชฟ ฟู้ดสไตล์ลิสต์ พอผมรู้ผมก็รู้สึกว่ามันไปได้หลายทางมาก เราควรเลือกทำให้ชัดเจนว่าเราชอบแบบไหน ถามว่าทางที่ผมเลือกเสี่ยงไหม ก็เสี่ยงครับ แต่อย่างหนึ่งที่เราต้องมีคือเป้าหมายที่ชัดเจน สำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการเลือกเส้นทางที่ไม่ใช่การเรียนตามระบบ คุณต้องมั่นใจว่าเป้าหมายคุณชัดมากพอ แค่ความอยากไม่เพียงพอนะครับ ต้องมองภาพตัวเองให้ออกว่าจากนี้จะเป็นอย่างไร และจุดไหนคือความสำเร็จในชีวิต

มนุษย์ต่างวัย : แล้วครอบครัวเห็นด้วยไหมกับการไม่เลือกเรียนต่อ

เชฟเฟิร์ส : ผมโชคดีมากที่พ่อแม่ไม่เคยบังคับเลย แต่เขาก็ไม่ได้ตามใจเราทุกอย่างนะครับ แต่เหมือนเราต้องหาเหตุผลมาให้เขาก่อน ว่าเราอยากจะทำอะไร อยากจะเป็นเป็นอะไร พอเขาเห็นว่าผมตั้งใจจริง ก็เปิดโอกาสให้ผมเลือกตามฝันที่ผมตั้งใจ 

มนุษย์ต่างวัย : ตอนนี้เชฟเฟิร์สเดินไปถึงบันไดขั้นไหนของความฝันแล้ว?

เชฟเฟิร์ส : ตอนนี้ผมสามารถทำฝันอย่างหนึ่งได้สำเร็จคือการกลับมาเปิดร้านอาหารที่น่าน บ้านเกิดของผมซึ่งเป็นหนึ่งในความฝันและความตั้งใจ เพื่อจะทำให้คนที่รู้จักผม ชื่นชอบในผลงานของผม ตามกลับมาที่น่าน เหมือนดึงให้ มาเที่ยวที่น่าน ผมดีใจมากเลยบางคนมาจากหาดใหญ่ มาจากอีสาน มาเพื่อชิมอาหารของผม อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือผมอยากให้ตัวผมและอาหารของผมสามารถพาให้คนที่อื่นอยากมาเที่ยวจังหวัดน่าน ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาบ้านเกิดจากความสามารถที่ผมพอจะทำได้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้เริ่มต้นทำแล้ว

มนุษย์ต่างวัย : อยากให้แนะนำร้านอาหารของเชฟเฟิร์สว่าเป็นสไตล์ไหน

เชฟเฟิร์ส : ตอนนี้ผมเปิดร้านอาหารอยู่ชื่อ Nan Native Kew Muang น่านเนทีฟ กิ่วม่วงมี 2 ร้าน ผมเน้นการเสิร์ฟอาหารแบบที่ทำให้ทุกคนค่อย ๆ สัมผัสรสชาติและมีอารมรณ์ไปกับการทานอาหารมากขึ้น แต่ผมไม่ได้ทำอาหารเหนือ เพราะผมชอบอาหารเหนือบางเมนู เราเองไม่ได้กินทุกเมนู บางเมนูที่มันลึกมาก ๆ มันก็กินไม่ได้ อย่างเช่นถั่วเน่า ซ่า ที่เป็นเนื้อดิบเราก็ไม่กิน เราเลือกนำเสนอที่เข้าใจง่าย มีส่วนผสมของกลิ่นอายเมืองเหนือ เช่น การเอามะแขว่นมาทำ การเอากระเทียมดองมาทำ อย่างวันนี้ก็มีครีมชีสกระเทียมดองกับสโมคเบคอน มันก็ไม่ได้ลึกมากเพราะผมก็ไม่ใช่คนดึกดำบรรพ์ที่ทานปลาจากห้วย ผมก็ไม่ได้เป็นขนาดนั้น เพราะถ้าเราทานอาหารที่แปลกมาก ๆ มันเป็นประสบการณ์ แต่มันไม่น่าจดจำเพราะเราไม่รู้ว่าเราทานอะไร 

มนุษย์ต่างวัย : มุมมองความสำเร็จในชีวิตของเชฟเฟิร์สคืออะไร

เชฟเฟิร์ส : ความสำเร็จในชีวิตผมมองว่ามันคือการได้ทำตามเป้ามาย ซึ่งคนเรามีความสำเร็จที่ตั้งไว้อยู่แล้ว แต่ว่า พอเราไปถึงความสำเร็จนี้ เราก็ต้องมองหาความสำเร็จต่อไป ผมมองไปถึงการพัฒนาความสำเร็จของเรา อย่างเช่นผม อยากเป็นเชฟ ผมเลยเรียนทำอาหาร แต่ผมก็ต้องพยายามเรียนและเป็นเชฟให้ได้ พอเป็นเชฟเราอยากเปิดร้าน เราก็ต้องทำร้านให้ประสบความสำเร็จ จากนั้นเราจึงต้องแสดงตัวตนของเราให้ชัดเจน เพราะว่าใครก็อยากทำอาหารของตัวเอง

มนุษย์ต่างวัย : คิดว่าทุกวันนี้ประสบความสำเร็จในชีวิตหรือยัง ?

เชฟเฟิร์ส : ผมมองว่าถ้าเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ผมให้ 30 ครับ เพราะมันเริ่มจาก 1 ตั้งแต่วันที่เราเรียนทำอาหารจบ ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายเพราะอย่างที่บอกคือผมเริ่มต้นทำอาหารจากศูนย์ เคยเปิดร้านอาหารตอนที่ยังไม่มีประสบการณ์ก็เจ๊ง ผมโดนดูถูกมาตลอดว่าจะอยู่ในเส้นทางนี้ได้จริงหรือเปล่า ในเมื่อสิ่งนี้คือความฝันของผม ผมคิดแค่ว่าไม่ต้องมีใครเข้าใจก็ได้ และก็ห้ามความคิดใครไม่ได้สุดท้ายอยู่ที่ใครทำจะสำเร็จมากกว่ากัน ทุกวันนี้ฝันของผมไม่ได้หยุดแค่การเป็นมาสเตอร์เชฟ หรือมีร้านอาหาร ผมฝันใหญ่กว่านั้น คือผมมองภาพของตัวเองว่าผมมีอาหารที่เป็นของผมจริง ๆ และเป็นแนวทางของผมจริง ๆ ซึ่งใครมองก็รู้ว่าเป็นอาหารของผม แต่ตอนนี้มันยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น ก็ยังพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ 

RELATED