เปลี่ยนบ้านตาแก่ 100 ปี ให้กลายเป็น Chilling Space แหล่งเช็คอินริมคลองสุดชิล

14 พฤศจิกายน 2563 | read : INTERVIEW

ที่นี่ไม่ใช่คาเฟ่

ที่นี่ไม่ใช่โฮมสเตย์

ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร

แต่ที่นี่คือ Chilling Space แห่งแรกของเมืองไทย

 

ดร.แก้วตา ม่วงเกษม อาจารย์ประจำสาขาการจัดการท่องเที่ยวและบริการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล หลานสาวของ “ตาแก่” เสวก จันทรกรณ์ เจ้าของบ้านร้อยปี ที่เกิดไอเดียในการนำบ้านเก่าแก่อายุนับร้อยปีมาแปลงเป็นแหล่งเช็คอินริมคลองบางกอกน้อยสุดชิล ในรูปแบบ Chilling Space ให้ใคร ๆ ได้มาใกล้ชิดกับวิถีชีวิตริมน้ำ พร้อมกับลิ้มรสอาหารโบราณ เครื่องหนัก จัดเต็ม จากรสมือแม่ครัวรุ่นใหญ่ที่การันตีในรสชาติ

ความหวงแหนในบ้านและวิถีริมคลองทำให้แก้วตาอยากที่จะรักษามรดกทางความทรงจำนี้ไว้ จึงจับมือกับสมาชิกในครอบครัวเริ่มธุรกิจที่ช่วยชุบชีวิตให้บ้านและคนในครอบครัวให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

บ้านร้อยปี หรือบ้านของตาแก่ - เสวก จันทรกรณ์ ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย วัดบางกร่าง ใกล้วงเวียนพระรามห้า จังหวัดนนทบุรี เดิมทีเป็นบ้านของคหบดีเก่าในจังหวัดสุพรรณบุรี แต่คุณยายของแก้วตาได้ซื้อบ้านหลังนี้และล่องเรือขนย้ายมาปลูกไว้ที่ริมคลองบางกอกน้อยในปัจจุบัน ตัวบ้านเป็นบ้านไม้สักชั้นเดียวยกพื้นสูง ขอบบัวเพดานโดยรอบตกแต่งด้วยลวดลายฉลุ 12  ปีนักษัตร ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของบ้านไม้เก่าแก่ที่หาดูได้ยาก  

 

มนุษย์ต่างวัย : จุดเริ่มต้นของบ้านตาแก่ก่อนจะมาเป็น Chilling Space  

แก้วตา : ต้องขอบคุณโควิดนะ เพราะว่าเราเป็นอาจารย์ สอนเรื่องการพัฒนาท่องเที่ยว ก็จะเดินทางบ่อย ไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านเท่าไหร่ แต่พอมีโควิดก็เริ่มหันมามองบ้านตัวเอง มองบ้านญาติ ที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก ก็เลยได้คุยกับตาแก่ว่าบ้านมันค่อนข้างเก่าแล้ว เสาเอียง แต่ ตัวบ้านเองเรามองว่ามีเสน่ห์ที่ได้ใกล้ชิดกับวิถีริมคลอง มันเป็นบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกชิล คนเมืองน่าจะชอบ เราก็เลยมองว่าเราน่าจะทำอะไรกับบ้านนี้ เลยคิดว่าน่าจะทำเหมือนกับ Co-working space แต่เพราะว่าบ้านอายุกว่า 100 ปี เราเลยคิดว่าคงให้นอนพักที่นี่ไม่ได้ไม่อยากให้รบกวนเวลาส่วนตัวของคนในบ้าน เ ราเลยหาความสมดุลระหว่างความสุขของคนในบ้านกับความสุขของลูกค้า ด้วยการเลือกที่จะทำเป็น Chilling Space  ขึ้นมา ก็เป็นนิยามหนึ่งที่ค่อนข้างใหม่

 

มนุษย์ต่างวัย : คอนเซ็ปต์ของ Chilling Space คืออะไร ?

แก้วตา : เป็นเรื่องของประสบการณ์ที่ไม่ค่อยได้เจอจากที่ไหน เราอยากให้ทุกคนเข้ามาสัมผัสกับวิถีคนริมคลองแบบสมัยที่เรายังเด็ก ตอนยังเด็ก ทุกเช้าสิ่งแรกที่เราต้องทำคือถือถ้วยใบหนึ่งเพื่อมารอเรือขายข้าวต้มปลาหั่นเต๋าแบบโบราณ ซึ่งตอนนี้คงหาทานได้ยาก แล้ว จะต้องมานั่งรอเรือขายอาหาร กินเสร็จ ก็กระโดดเล่นน้ำคลอง ตกบ่ายก็ไปเดินเล่น ทำสวนทุเรียนช่วยคุณยาย เราเติบโตมามีความสุขกับวิถีแบบนั้น คนที่มาพักผ่อนบ้านตาแก่หลังนี้ก็จะได้หวนถึงอดีตของตัวเอง ได้มามีประสบการณ์ร่วมกัน

เราอยากให้บ้านเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคนที่มากับคนที่เรารัก  ทั้งครอบครัวหรือว่าเพื่อน มากระชับมิตร พักผ่อนกับบรรยากาศที่เป็นวิถีริมคลองจริง ๆ เราจะเปิดพื้นที่หัวสะพาน ชานบ้าน และห้องคุณยายให้แขกนั่งพัก บ้านจะยังมีส่วนพื้นที่ที่ตาแก่อาศัยอยู่ จึงไม่สามารถให้อยู่ค้างคืนได้ Chilling space ไม่ใช่คาเฟ่ ไม่ใช่โฮมสเตย์ ไม่ใช่ร้านอาหาร และจะต้องจองล่วงหน้าเท่านั้นเพราะเรามีบ้านหลังเดียว หัวสะพานบ้านสะพานเดียว ดังนั้นเรารับแขกได้แค่กลุ่มเดียว ต่อวัน โดยราคาวัน ธรรมดาอยู่ที่ 1,000 บาท /8 ท่าน  ส่วนวันหยุด 1,200 บาท/ 8 ท่าน เวลาชิล 10.00 น. – 18.30 น .


มนุษย์ต่างวัย : สมาชิกในครอบครัวทำหน้าที่อะไรกันบ้าง ?

แก้วตา : ถ้าให้พูดว่า Chilling Space  ใครมีหน้าที่อะไรบ้างนี่พิเศษมาก เพราะมันเป็นความผสมผสานที่มันออกมาแล้วเพอร์เฟคที่สุด ตัวเราเองทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้ประสานงาน ดูแลเพจ ส่วนของตาแก่เจ้าของบ้าน ก็ทำให้บ้านดูเรียบร้อยที่สุด ดูแลบ้านให้ดีที่สุด และยังมีหน้าที่คิดว่าเมื่อมีรายได้แล้ว เราจะแบ่งสรรเงินไปเพื่อที่จะบำรุงบ้านอย่างไร

ส่วนทีมแม่ครัวรุ่นเดอะ ตั้งแต่ป้าทวี แม่สวง กลุ่มนี้จะเป็นทีมทำอาหาร อาหารโบราณนี่เราไม่ต้องไปชิมเลย ทุกท่านสุดยอดการันตีด้วยประสบการณ์การทำอาหาร เรื่องแกงโบราณนี่ต้องป้าทวี แกได้สูตรตกทอดมาจากคุณยาย และมักจะได้เป็นหัวเรือหลักในการปรุงอาหารทุกครั้ง หากมีงานบุญในชุมชน เรียกว่ารสมือหนักจัดเต็ม รสชาติถึงเครื่อง ส่วนแม่สวง เคยได้มีโอกาสเรียนทำอาหารจากในวังจึงให้ความสำคัญกับเรื่องรสชาติและวัตถุดิบมาก

สุดท้ายจะเป็นส่วนของกิจกรรม ก็จะมีตั้งแต่อาปื๊ด สอนพายเรือสำปั้น เรือที่มีลักษณะลำเล็ก ๆ โค้ง ๆ ที่เรียกว่าแค่นั่งก็ลำบากแล้ว หากใครได้ลองพายครั้งแรกก็จะให้ประสบการณ์หวาดเสียว กลัวจะตกเรือเปียกน้ำเลยก็ว่าได้ และยังมีการสอนทำเครื่องดื่มจากสูตรแม่สวง คือการทำน้ำมะกรูดโซดา เครื่องดื่มที่คั้นมะกรูดสด ๆ จากต้น ให้ความสดชื่นในช่วงบ่าย ๆ ได้เป็นอย่างดี  

 

มนุษย์ต่างวัย : ถ้ามาที่นี่แล้ว มีอะไรบ้างที่ ไม่ควรพลาด ?  

พี่แก้วตา : ก็เป็นเรื่องของ อาหารโบราณ ที่คุณป้าทวีแม่ครัวระดับตำนาน ขวัญใจคนชุมชนย่านบางกอกน้อย ลงครัวตั้งใจรังสรรค์ เราเชื่อว่าหลายคนไม่เคยทาน ไม่ว่าจะเป็น แกงกระท้อนกุ้ง แกงกะลามะพร้าว ม้าฮ่อ เมี่ยงปลาทูสมุนไพร และข้าวเหนียวหน้ากลอย ลูกค้าที่มาจะชื่นชอบอาหารเหล่านี้มาก ทีเด็ดคือแกงกระท้อนกุ้ง ซึ่งกระท้อนเป็นผลไม้อัตลักษณ์ของชาวบางกร่างที่จะมีเฉพาะแค่บางช่วงฤดูกาลเท่านั้น รสชาติจะได้กลิ่นเครื่องแกง กับกะทิหอม หวาน เค็ม มัน และตัดด้วยกระท้อนที่ให้รสชาติไม่เปรี้ยวมาก เมื่อกินกับข้าวสวยร้อน ๆ จะเข้ากันได้ดีอย่างน่าแปลก

ม้าฮ่อ จะเป็นสัปปะรดที่มีรสชาติเปรี้ยวให้ความสดชื่น ข้างในจะมีไส้สาคูที่มีรสชาติหวาน หอม เรียกได้ว่าเป็นอาหารต้นตำรับของชาวภาคกลาง และเป็นของว่างไว้ทานเล่นตามแบบฉบับของชาววัง  

เมี่ยงปลาทูสมุนไพร ที่มีรสชาติเข้มข้น จัดจ้านในย่านบางกร่าง หอมสมุนไพรเต็มปากเต็มคำ กินแกล้มกับผักสดหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นใบชะพลู ใบบัวบก ใบโหระพาที่แม่สวงเป็นคนปลูกเองกับมือ หมดห่วงเรื่องสารเคมีตกค้าง


มนุษย์ต่างวัย : เห็นว่ายังมีเรื่องวิถีริมน้ำคลองบางกอกน้อยด้วย

แก้วตา  : เราคิดว่าคนกรุงเทพไม่ค่อยได้มีโอกาสสัมผัสกับบ้านไทย สัมผัสวิถีคนริมคลองจริง ๆ คือ เรารู้สึกว่าไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวบ้านที่เราอยากรักษาไว้ มันเป็นเรื่องของการส่งเสริมเรือขายของ ขายอาหาร   เราก็เลยคิดว่าจริง ๆ มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการรักษาบ้านไว้ แต่ มันเป็นการรักษาวิถีความเป็นวิถีชาวคลองบางกอกน้อยไว้ด้วย เสน่ห์ของที่นี่จึงเป็นเรื่องบรรยากาศและประสบการณ์ที่จะให้ความรู้สึกเหมือนคุณสามารถย้อนเวลากลับไปในชีวิตที่คุณเคยเป็นเด็ก หรือการได้กลับบ้านไปหาญาติที่ต่างจังหวัด  

คุณสามารถรอเรือขายอาหาร ทั้งส้มตำ ไอติม เป็ดพะโล้ ก๋วยเตี๋ยว หมูสะเต้ะ ที่พร้อมจะขับมาเทียบหัวสะพานที่บ้านตาแก่ ให้อิ่มท้องกันถึงที่ นอกจากรสชาติอาหารที่อร่อยตามแบบฉบับดั้งเดิม คุณยังจะได้รับบรรยากาศสุดคลาสสิคที่ซื้อขายอาหารกันบนเรือ ที่ทุกวันนี้หาได้ยากมากแล้ว

บ่าย ๆ คุณสามารถล่องเรืออีแปะเยี่ยมชมบรรยากาศคลองบางกอกน้อย หรือแวะเดินเล่นลงตลาดน้ำวัดตะเคียนเพื่อหาของกินอร่อย ๆ ติดท้อง ติดมือไปได้ด้วย  


มนุษย์ต่างวัย : เป็นการรวมพลังของคนสองรุ่น

แก้วตา : ปกติเรามีบ้านคนละหลังแต่อยู่ในละแวกเดียวกัน การทำบ้านตาแก่ขึ้นมามันทำให้ญาติ ๆ พี่น้องมารวมตัวกันแล้วนั่งกินข้าวคุยกัน มันเป็นภาพที่เราไม่เคยเจอมานานมากแล้ว และมันก็เป็นเรื่องของความสามัคคี เรื่องของการแบ่งหน้าที่งานกันเพื่อให้บ้านหลังนี้มีชีวิตแล้วต่อเวลาชีวิตของเขา รู้สึกว่าบ้านมีสีสันเหมือนสมัยที่เขายังเด็ก เรื่องนั้นเราเห็นแล้วเรารู้สึกภาคภูมิใจ มันเกินเรื่องของเงินไป  

เราได้ เรียนรู้ที่จะช้าลง ส่วนทางทีมผู้ใหญ่ก็เรียนรู้ที่จะเร็วและเข้าใจมากขึ้น เพราะบางทีเราก็มีความเป็นตัวตนค่อนข้างเยอะ เราต้องช้าลง มีสมาธิมากขึ้นแล้วก็ต้องเข้าใจวัยที่ต่างกันมากขึ้น พอทำกับรุ่นใหญ่เราก็จะได้องค์ความรู้เยอะ เรื่องนี้เราไม่เคยคิด บางเรื่องเราก็เรียนรู้กัน เราก็ได้แรงบันดาลใจจากพวกเขาเลย   เหมือนว่าที่นี่จะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าขาดกลุ่มผู้ใหญ่ ทุกท่านเครื่องครบ เป็นคนที่มีของดีเยอะ ในส่วนของเราเองก็คิดว่าก็จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีแนวคิดนี้ขึ้นมา แนวคิดธุรกิจแนวใหม่ที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดพลังของการต่อยอดให้บ้านหลังนี้มันมีชีวิตมากขึ้น


แก้วตา : อยากฝากว่าให้คนรุ่นใหม่ลองหันกลับไปมองดูสิ่งที่ตัวเราหรือครอบครัวครัวเรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือทรัพย์สินอะไรบางอย่าง อยากให้เห็นคุณค่าของมัน อย่าคิดเร็วคิดง่าย ขายแล้วจบ   อย่างน้อยเลยคำว่า Story ที่มีร่วมกัน เราอยากเก็บไว้ให้นานที่สุด การทำ  Chilling  Space อย่าคิดว่าทำไม่ได้ เราใช้ใจนำ ใจในที่นี้ไม่ใช่ใจเราคนเดียว แต่เป็นใจของคนทั้งบ้าน เราอยากให้ทุกคนลอง ให้ทุกคนภาคภูมิใจกับทุกสิ่งที่เรามี อย่าไปมองว่ามันคือของเก่า อย่าไปมัวมองว่ามันแก่ แต่อยากให้มองว่ามันคือเรื่องหนึ่งที่สำคัญ  แล้วเป็นเรื่องที่สุดยอดของชีวิตเรา

 

   

RELATED