ทบทวนชีวิตที่ผ่านมาและนิยามความสำเร็จ ในวันที่ชีวิตเดินทางมาถึง “วัยกลางคน” กับ อ้อม-สุนิสา สุขบุญสังข์

24 มกราคม 2564 | read : INTERVIEW


        ถ้าพูดถึงนักแสดงที่ประสบความสำเร็จอย่างมากตั้งแต่อายุยังน้อย ผ่านการสร้างผลงานมาแล้วมากมาย ทั้งงานเพลง งานละคร งานภาพยนต์ ถ่ายแบบ พิธีกร และนักจัดรายการวิทยุ ชื่อของ อ้อม-สุนิสา สุขบุญสังข์ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในรายชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง... อ้อมเติบโตอยู่ในแวดวงการบันเทิงไทยมานานกว่า 32 ปี ตั้งแต่อายุ 14  ปี และปัจจุบันในวัย 46 ปี เธอกำลังไปได้ดีกับบทบาทการเป็นนักจัดรายการวิทยุประจำอยู่ที่คลื่น EFM

        ในวันที่ชีวิตเดินทางมาถึง “วัยกลางคน” อ้อมได้เรียนรู้อะไรจากการทำงาน และมองความสำเร็จของหน้าที่การงานเปลี่ยนไปอย่างไร มาฟังเสียงของนักจัดรายการวิทยุคนนี้และสำรวจตัวเองไปพร้อม ๆ กัน   

ชีวิตในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

        “ปลายปี 2562 อ้อมได้เดินทางไปท่องเที่ยวในแบบที่อ้อมอยากไป แต่พออ้อมเที่ยวไปได้สักพักหนึ่งก็เจอกับโควิด -19 ทำให้ตลอดทั้งปี 2563 กลายเป็นว่าเราได้เที่ยวในใจของเราแทน ถามว่าเที่ยวในใจคืออะไร มันคือการที่อ้อมเริ่มกลับมาทำความรู้จักตัวเองในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งอ้อมคิดว่าจริง ๆ แล้ว การที่เราได้รู้จักตัวเองมันเป็นเรื่องพื้นฐานที่มนุษย์พึงทำ จะด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ จะด้วยวิธีของศาสตร์อะไรก็ตาม แต่คนเรามักไม่ค่อยได้ทำ เพราะกลัวที่จะรู้จักตัวเอง กลัวจะเห็นข้อเสียของตัวเอง สำหรับอ้อมเรามีทั้งข้อดีและข้อเสีย และเราสนุกกับข้อเสียของตัวเองมาก เพราะพอเรารู้ว่าข้อเสียของเราคืออะไร เราทำความรู้จักมันแล้วก็ค่อย ๆ แก้ไขไป คนเราต้องเรียนรู้ที่จะรู้จักทั้งดีและเสียของตัวเอง เจอข้อดีเอาไปพัฒนาต่อ เจอข้อเสียก็เอามาแก้ไข”

ที่ผ่านมาอ้อมทำงานเยอะมาก “งาน” สำหรับอ้อมคืออะไร

        “งานมันก็เหมือนเราถูกใจใครสักคน เรามองคนแบบนี้ไว้แต่ถึงเวลาเรากลับไปรักกับคนอีกแบบหนึ่ง เราคิดว่างานสำหรับเรามันคือสิ่งที่เราทำแล้วมันสนุกอยู่บนพื้นฐานตัวเรา ความสามารถเรา ไม่ใช่บนพื้นฐานของคนอื่นที่บอกว่าอาชีพนี้ทำแล้วดีหรือไม่ดี มันเหมือนเวลาที่เราเรียนหนังสือ วิชาไหนที่เราชอบครูแทบไม่ต้องสอน ครูไม่ต้องสั่งให้ทำการบ้านเลย แต่วิชาไหนที่เราไม่ชอบต่อให้เขาบอกว่าเรียนวิชานี้เก่ง ๆ ชีวิตจะดี เราก็ไม่ชอบอยู่ดี ท่องปากเปียกปากแฉะเราก็ไม่ชอบ อย่างอ้อมเริ่มทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ทำงานมากว่า 30 ปีแล้ว เรารักงานที่เราทำมากเลยนะ เพราะเราสนุกกับมัน ถึงแม้ว่าในความรักมันจะมีวันที่เบื่อบ้าง บางวันมันท้อบ้าง แต่มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ พอถึงเวลาที่อยู่หน้างานเราก็ยังสนุกกับมันอยู่   อุปสรรคมาเราก็พร้อมลุย บางทีเราบอกไม่ได้ว่างานที่ทำมันถูกสร้างมาเพื่อเราหรือเปล่า แต่บังเอิญทำแล้วมันไปกันได้ มันสนุก มันถูกกับจริต มันตรงกับความสามารถเรา” 

อ้อมทำงานมานาน ๆ เคยเจอ “วิกฤตวัยกลางคน” หรือยัง

        “เวลาที่อาชีพของเราเดินทางมาถึงจุดที่มันประสบความสำเร็จมาก ๆ แล้วมันจะไปไหนต่อ มันจะรักษาความสำเร็จไว้อย่างไร เหมือนคนที่ได้ที่หนึ่ง มันไม่อยากได้ที่สอง มันไม่อยากลดลงมาที่สาม แต่ในความเป็นจริง ที่หนึ่งมันก็ไม่ได้ง่ายนะ สำหรับอ้อมรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นวิกฤตของวัย หรือเกี่ยวกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่มันเป็นวิกฤตของอาชีพ วิกฤตของงานที่เราทำมากกว่า พองานที่เราทำมันไม่มีทางโตไปกว่านี้แล้ว มันไม่พัฒนาไปกว่านี้ จะเอายังไงต่อละ จะเดินไปทางไหน ตอนนั้นอ้อมคิดแค่ว่างานร้องเพลงคืองานหาประสบการณ์ สร้างประสบการณ์บางอย่างให้ชีวิต อ้อมไม่เคยคิดว่ามันจะมาเป็น­­­­อาชีพหลักได้เลย ในขณะที่เพื่อนอ้อมทุกคน คิดว่ามันคืออาชีพหลักหมดเลย รวยกันเป็นแถบ เพราะเขาทำเป็นอาชีพหลัก พอถึงจุดหนึ่งอ้อมก็เลยลองกลับมาทำอัลบั้ม อยากจะพิสูจน์ให้คนเห็นว่าถ้าจะทำจริง ๆ มันก็ทำได้ แต่ถ้าทำก็ต้องกลับมาลูปเดิมให้ได้ คือ โปรโมต เดินสาย ได้เงิน มีชื่อเสียง วิ่งรอบร้องเพลง แต่ก็มาคิดได้ว่าแล้วจริง ๆ ความสำเร็จที่อยากพิสูจน์ให้คนเห็น ใครตัดสินว่าเราทำสำเร็จ ถ้าคนนั้นบอกว่าสำเร็จก็แปลว่าสำเร็จแล้วใช่ไหม แล้วถ้าวันหนึ่งมีอีกคนบอกว่าไม่สำเร็จ เราก็ต้องทำใหม่เพื่อให้คนนี้บอกว่าสำเร็จใช่ไหม แล้วถ้ามีอีกคนบอกว่ายังไม่สำเร็จอีก สุดท้ายเราต้องทำสนองใคร วันนั้นก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่า ความสำเร็จอยู่ที่ใครตัดสิน ถ้าความสำเร็จของอ้อมต้องวิ่งไล่ให้คนอื่นมาตัดสินทั้งหมด อ้อมทำเท่าไรมันก็ไม่จบ อ้อมก็เลยกลับมามองที่ตัวเอง ทบทวนตัวเองว่า อ้อมต้องยอมรับตัวเอง จริง ๆ แล้วเราอยากทำอะไรกันแน่ นั่นคือจุดแรกที่อ้อมได้รู้จักการเปลี่ยนตัวเอง และมองเข้ามาในตัวเองว่า สำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ได้อยู่ที่ใคร อยู่ที่เรา เพราะถ้าเราต้องตามหาความสำเร็จหรือการยอมรับจากคนอื่นไปเรื่อย ๆ เราจะเหนื่อยไม่รู้จบ

     “แต่ของแบบนี้มันไม่ได้เปลี่ยนกันง่าย ๆ นะ เพราะตั้งแต่เด็ก บางทีอ้อมก็ไม่พอใจในรูปหน้าตัวเอง อ้อมเคยเห็นดาราที่มีริมฝีปากบางเฉียบ สวยมาก โตขึ้นมาอ้อมจะไปเย็บปากให้บางแบบนั้น อะไรอย่างนี้ มีความไม่พอใจในตัวเอง เพราะภาพจำเราตอนเด็ก ๆ คือ ฉันเตี้ย สั้น พุงโร ซึ่งเอาจริง ๆ ถ้าอ้อมต้องมานั่งเปลี่ยนตัวเองมันก็เปลี่ยนได้ถ้าเปลี่ยนแล้วอ้อมมั่นคงขึ้น แต่บางทีเปลี่ยนมาแล้วยังไม่พอใจอีกจะทำยังไง อ้อมว่าคนเราอ่อนไหวง่ายเวลาถูกกระทบกับสิ่งลบ หรือแม้แต่เวลาคนชมก็เหลิง ชื่นใจไปด้วยกับสิ่งที่เขาชม”

นิยามความสำเร็จเปลี่ยนไปอย่างไร

        “ตอนเด็ก ๆ อ้อมเคยนิยามความสำเร็จของอ้อมไว้ตรงหัวเตียงว่า ความสำเร็จของอ้อมคือมีเงินเก็บห้าแสนบาท เป็นตัวเลขที่ไม่มีเพิ่มมากไปกว่านี้ จนผ่านมา 30 ปี อ้อมก็มาคิดกับตัวเองว่า วันนั้นอ้อมน่าจะเขียนไว้สักห้าสิบล้าน หรือห้าร้อยล้าน เพราะอ้อมจะได้ตั้งเป้าทำงานให้ไปตามเงิน ตอนนั้นโลกมันแคบค่ะ อ้อมในตอนนี้เงินเก็บก็เลยร่อยหรอ (หัวเราะ)

        “ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาอ้อมถือว่าเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จเร็วในช่วงที่อายุยังน้อย ในเชิงชื่อเสียง มันก็วัดจากคุณเป็นที่รู้จักของคนมากน้อยแค่ไหน คุณเดินไปไหนมาไหนมีคนรู้จักคุณหรือเปล่า หรือคุณทำอะไรคุณเป็นผู้นำทางความคิดของคนหรือเปล่า เราจะมองว่านี่คือความสำเร็จก็ได้ หรือเมื่อคุณมีผลงานแล้ว คุณได้รางวัลหรือเปล่า บางคนบอกว่าความสำเร็จของเขาคือการได้เป็นจิตอาสา ได้ทำเพื่อสังคม ไม่ได้หวังรวย แค่ได้เห็นใครสักคนหนึ่งยิ้ม มีข้าวกิน ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จแล้ว ความสำเร็จมันก็เป็นแค่อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราได้มองเห็นว่าเราทำงานมาได้ถึงจุดไหน หรือเราดำเนินชีวิตมาได้ถึงจุดที่ตั้งใจแล้วหรือยัง มันทำให้เราได้ประเมินตัวเอง ซึ่งอ้อมมองว่าในยุคปัจจุบันความสำเร็จมันไม่ต้องรอให้องค์กรไหน กลุ่มงานไหนมาเสิร์ฟให้แล้ว เพราะทุกวันนี้เราสร้างได้ด้วยตัวเอง เด็กสมัยนี้เก่งมากนะ เขาสามารถมีสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องและใช้คอนเทนต์ที่อยู่ในหัวเขาสร้างผลงานแล้วปล่อยมันออกมาตามช่องทางต่าง ๆ คนบางคนยังอายุน้อยอยู่เลย ยอดคนติดตามเยอะมาก แล้วทำให้คนคล้อยตามในสิ่งที่เขาทำได้ ถามว่าเขาประสบความสำเร็จไหม ถ้าในแง่ของแพลตฟอร์มเขาประสบความสำเร็จ ในทางของเขา ในพื้นที่ของเขา

        “ความสำเร็จของแต่ละคนเราเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เราต้องถามเจ้าตัวเองว่า เขามองความสำเร็จของตัวเองอยู่ที่ตรงไหน พอมาถึงวัยนี้ คำว่าความสำเร็จสำหรับอ้อม อ้อมมองว่ามันไม่ได้วัดจากใคร แต่มันวัดที่ตัวเราเองมากกว่า มันอยู่ที่ว่าเราวางเป้าหมายกับสิ่งที่เราทำไว้ยังไงแล้วเราไปถึงหรือเปล่า แต่ถ้าความสำเร็จของเราไปวัดจากคนอื่นมันก็อยู่ที่คำจำกัดความของเขา ว่าความสำเร็จของเขาคืออะไร บางคนไปถึงจุดที่ไกลสุด ๆ เขาอาจจะบอกว่าเขายังไม่สำเร็จก็ได้ เพราะความสำเร็จของเขาไม่จบไม่สิ้น มันก็แล้วแต่การจำกัดความของคนแต่ละคน”

ทุกวันนี้ชีวิตอยู่ในจุดที่มั่นคงแล้วหรือยัง

        “ตอนเด็ก ๆ อ้อมก็ไม่รู้นะว่าอ้อมเกิดมาอยู่ส่วนไหนของโลก แล้วสังคมหล่อหลอมอ้อมมายังไง อ้อมเข้าใจว่าอายุ 25 เราควรจะมีคู่ครอง แต่งงาน มีลูก งานที่ทำต้องประสบความสำเร็จได้ระดับหนึ่งแล้ว แล้วเราจะแต่งตัวประมาณนี้ สีนี้ เสื้อผ้าโทนนี้ เป็นคนลักษณะนี้ ตายตอนอายุ 60 นี่คือแผนที่เราวางไว้และเราคิดว่ามันคือความมั่นคง ตอนนั้นมันคิดอยู่แค่นั้นจริง ๆ และนั่นคือชีวิตที่ประสบความสำเร็จ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีสามีที่เลี้ยงฉัน เพราะมั่นใจมากว่าตัวเองสวยแล้วต้องมีสามีรวย แต่พอถึงจุดหนึ่ง อายุ 25 น้ำตาหยดเผาะ คนที่คิดว่าจะใช่มันไม่ใช่ซะแล้ว ตื่นมาก็เคว้งคว้างแล้วก็คิดว่าชีวิตจะไปยังไงต่อ เพราะชุดความคิดของเรามันจบแค่นั้น พออะไรมันไม่เป็นไปตามนั้น จบเลย เราช็อก พอช็อกอยู่แป๊ปหนึ่งก็คิดได้ว่าต้องออกไปทำงาน ไปใช้ชีวิตปกติ พอได้ออกไป เป้าหมายในชีวิตมันก็เปลี่ยนไป พอมาตอนนี้ก็คิดได้ว่าโชคดีที่ทุกอย่างไม่เป็นไปดังใจ พอทุกอย่างมันไม่เป็นดังใจแล้วตอนอายุ 60 ก็ไม่ต้องรีบตายก็ได้ เราก็ทำงานของเราไป มีวิธีคิดแบบมนุษย์เงินเดือนคือ มีเงินเก็บ พออยู่ได้ นี่แหละความมั่นคง” 

RELATED